แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

1-Minute Vocabularies >>>> ได้รับ รับมา ยอมรับ

คำศัพท์ที่มีความหมายว่า ได้รับ รับมา ยอมรับ ที่คนจะนิยมใช้กันก็คือ get กับ receive แต่ความจริงแล้วนอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหลายคำนะคะ

get - gain - obtain - attain - earn - receive
accept - admit - acknowledge



get = ได้รับ แต่คำว่า get จะสามารถแปลได้อีกหลายความหมาย เช่น แปลว่าซื้อ แปลว่าป่วยด้วยโรค...
หรือแปลว่าเตรียมตัว ฯลฯ

gain = ได้รับสิ่งที่มีประโยชน์ การได้เพิ่มขึ้นมา
                    What do you hope to gain from the course?
                    Side effects of the drugs may include tiredness, headaches, or weight gain.

obtain = การได้รับผลที่เกิดจากความพยายามทำอะไรซักอย่าง หรือการขอ
                      In the second experiment they obtained a very clear result.

attain = การได้มาซึ่งความสำเร็จ การบรรลุผล
                     He has attained the highest score in his class.

earn = การได้ (เงิน) จากการทำงาน, การได้รับสิ่งที่ควรได้
                    I earn $80,000 a year.
                    It's been a tough months and I've earned a few weeks off.

receive = รับ (ใช้ทั่วๆไป)

accept = ยอมรับข้อตกลง รับข้อเสนอหรือคำเชิญ
                      We've offered her the job, and believe that she'll accept it.
                      Do you accept credit card?

admit = ยอมรับ ยอมให้เข้ามา สารภาพ (ยอมรับผิด)
                    She was admitted to hospital last night.
                     He admitted his guilt

acknowledge = ยอมรับ แสดงการยอมรับ หรือรับรู้
                                    The students acknowledged the authority of the student council.
                                    You must acknowledge the truth of her argument.

นอกจากคำในคลิป ก็ยังมีคำอื่นๆอีกน้าาา เช่น acquire = ได้มาเป็นเจ้าของ take = ได้มา รับมา เอาไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หวังว่าคลิปนี้จะช่วยให้เด็กๆที่่ไม่ชอบเรียนคำศัพท์ มีวิธีช่วยจำศัพท์ที่ง่ายขึ้น และรู้จักคำศัพท์มากขึ้นนะคะ คำศัพท์ set B จะเป็นการรวมศัพท์ที่มีความหมายเหมือนๆกัน นอกจากนี้จะมีคลิปการสอน grammar และสอนคำศัพท์ในรูปแบบอื่นๆอีก ช่วยติดตามกันด้วยนะค้าาา

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

If Clause ใช้ยังไง

If  แปลว่า ถ้า ดังนั้นเวลาพูดจะประกอบด้วย 2 ประโยค คือ ถ้า.....1..... , ....2.......... เช่น ถ้าฝนตก(1) ฉันจะวิ่ง (2) จุดเด่นก็คือ ประโยค 1 จะมีคำว่า if (ถ้า) และ ประโยค 2 มักจะมีคำว่า will/ would (จะ) ในภาษาอังกฤษจะสามารถสลับที่ประโยคได้ เช่น ถ้าฝนตกฉันจะวิ่ง  หรือ ฉันจะวิ่งถ้าฝนตก  ดังนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะจำว่า if จะอยู่ข้างหน้า will อยู่ข้างหลัง 

ตอนนี้มาถึงเทคนิคของเรานะคะ สูตรที่จะใช้จำสำหรับเรื่องนี้คือ If (เบิ้ล อนาคต)
คำอธิบาย     ถ้าต้องทำโจทย์เรื่อง If Clause สังเกตง่ายๆว่าในโจทย์หรือในตัวเลือกมักจะมีคำว่า if หรือคำใดคำหนึ่งต่อไปนี้ซึ่งมีความหมายคล้ายคำว่า if เหมือนกัน (in case, on condition that, providing (that), supposing (that), as long as, so long as, unless (if not)) เราควร โฟกัสที่คำกริยาของประโยคทั้ง 2 ส่วน (ถ้าใครแปลไม่ค่อยได้ กริยาจะอยู่หลังประธานนะคะ เช่น If he comes ) 
      ตอนนี้มาถึงเรื่องที่ซับซ้อนของการพูด ถ้า ในภาษาอังกฤษ นะคะ ในภาษาไทยถ้าเราจะพูดว่า"ถ้า" ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือยังไม่ถึง ก็จะพูดเหมือนๆกัน แต่ในภาษาอังกฤษจะพูดแตกต่างกัน คราวนี้มาดูกันนะคะว่าทำไม If (เบิ้ล อนาคต)

เวลาเจอโจทย์ แทบจะไม่ต้องแปล - เจอไม่เยอะเท่าไหร่ในข้อสอบ แต่ถ้าเจอต้องกินคะแนนเรียบ!!นะคะ  เจอเรื่องนี้ปุ๊ป... ใจเย็นๆ แล้วให้สนใจแค่ที่ Verb ของประโยคทั้ง 2 ส่วน   if..1.. , ..2.. // ..2..if..1..
ถ้า    1.  if    V1(s/es)  (ปัจจุบัน),will (อนาคตของปัจจุบัน) + V   เช่น If it rains, I will run.
      2. if    V2(อดีต),would (อนาคตในอดีต) + V    เช่น If I had more cars, I would give it to you.
      3. if    had V3 (อดีตกว่า),would + have + V3    -If he had driven more carefully, he wouldn't have had an accident.

เวลานำไปใช้
If Clause มีทั้งหมด 4 ชนิด
ชนิดที่ 0 - ใช้พูดเรื่องที่เป็นความจริง กฎทางธรรมชาติ - ใช้ V1 ตลอด
ชนิดที่ 1 - ใช้พูดถึงเรื่องที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ หรือยังไม่ถึง
ชนิดที่ 2 - ใช้ในการสมมติ หรือเป็นไปไม่ได้ เช่น If we had 2 suns, If he had 5 arms, If today were yesterday... 
ชนิดที่ 3 - ใช้พูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วกลับไปแก้ไม่ได้แล้ว เช่น ถ้าเมื่อคืนฉันนอนเร็ว If I had slept earlier last night...

***แต่แน่นอนว่าในแกรมม่าภาษาอังกฤษเกือบทุกเรื่องจะมี ข้อยกเว้น ข้อควรระวังในเรื่องนี้ ได้แก่ 

1. ถ้าเป็นเรื่องจริง กฎทางธรรมชาติ หรือ คำสั่ง ใช้ V1 ในประโยคทั้ง 2 ส่วน  เช่น If it reaches 100 C, water boils.
2. If  V2  ถ้าเป็น V. to be ต้องใช้ were กับทุกประธาน และจะหมายความว่า สมมติว่าเป็น...  เลยทันที เช่น If I were a bird, I would fly around the world. (ปกติ I was)
3. ถ้า  had แปลว่า มี หรือไม่ได้ตามด้วย V3 จะถือเป็นแบบที่ 2 หรือต้อง ใช้ would นั่นเอง *ระวังเพราะหลายคนเจอ had แล้วจะรีบตอบเป็นชนิดที่ 3 เลย
         เช่น      If I had seen him, I would have talked to him.
                     If I had more hands, I would  help you.

*4. แบบผสม Tense  เช่นถ้าตอนนั้นฉันบอกรักเขา (แก้ไขไม่ได้แล้ว - ชนิดที่ 3), ฉันคงมีความสุขแล้วตอนนี้ (เรื่องจริงคือ ตอนนี้ไม่มีความสุข-ชนิดที่ 2) : If I had told him I love him then, I would be happy now. 
5. มีการเขียน if clause ในแบบ inversion ดังนี้ 
    ชนิดที่ 1 - Should ............,.....will.........
    ชนิดที่ 2 - Were ....to........,.....would........
    ชนิดที่ 3 - Had ............,.....would have V3.........

If clause exercise 1
    1.  I will help you if you (help)______ yourself first.
    2.  If we had two suns, The earth (be) ______ hotter. 
    3.  If I hurried, I (catch)________ the train.
    4.  If today (be)______ Monday, I would go to work. 
    5.  If he (tell)_______ me, I would have picked him up.
                                                                                             (เฉลย 1. help 2. were 3. would catch 4. were 5. had told)  
                  
     If clause exercise 2
 1. If Samantha had known that the class had been cancelled, she would not  (drive/have driven/ have drove/be driving ) to school on that day.
         
2.   _____________________, they would lose the election.
              a. If the government raise interest rates        
              b. Were the government to raise interest rates
              c. Should the government to raise interest rates        
              d. If the government was to raise interest rates

3. If our planet had no moon, the night sky (may have been/might have been / would be /Will be) much darker.


                      (เฉลย 1.have driven    2.b Were the government to raise interest rates  3.would be)


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สีแต่ละสี มีความหมายยังไงในสำนวนภาษาอังกฤษ


วนเวียนอยู่ที่เก่า….วนเวียนที่ “สีเทา”.....เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมต้องสีเทา....มันมีที่มาที่ไปตรงที่ ในภาษาอังกฤษ มีสำนวนที่เกี่ยวกับสี หลายสี รวมทั้งสีเทาด้วย grey area หรือพื้นที่สีเทา หมายถึงบริเวณที่ไม่ชัดเจนว่า ขาว หรือ ดำ เพราะฉะนั้นเลยมีการเปรียบเทียบหลายๆสถานการณ์เหมือนเราอยู่ ใน grey area นอกจากนั้นก็ยังมีสำนวน shades of grey (ความเทาหลายๆระดับ             ) ซึ่งหมายถึงความสับสนระหว่างผิดกับถูก แบบแยกไม่ออก เช่น Many children's stories say the world is full of black and white choices. In reality there are many shades of grey. ประโยคนี้ก็หมายถึง ในนิทานของเด็กมักจะพูดถึงเรื่องราวที่มีแต่ด้าน ดีกับด้านชั่วร้ายไปเลยแต่ในชีวิตจริงนั้นมันมีทั้งดีและร้ายปะปนกันหลายๆแบบ ดังนั้นการใช้สำนวน black and white คือการตัดสินแบบชัดเจน หรือเป็นลายลักษณ์อักษรเลยว่า ถูก หรือ ผิด


ความหมายของการเปรียบเทียบสีอื่นๆในสำนวนภาษาอังกฤษ ได้แก่

1. Blue - feeling blue. เราอาจจะคิดว่าสีน้ำเงินหมายถึงความเย็น ความสดใส แต่จริงๆแล้วหมายถึงเศร้า

2. Green -feeling green with envy แบบนี้แปลว่า อิจฉา - แต่ก็มีการใช้สีเขียวในแง่บวก หรือพูดถึงธรรมชาติ และอีกลักษณะที่ใช้คือ “greenies” พูดถึงเด็กใหม่ น้องใหม่ที่เปรียบเหมือนใบไม้ หรือผลไม้ที่ยังเขียวอยู่

3. Yellow - tie a Yellow Ribbon ริบบิ้นสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง และการจดจำ แต่หลายครั้งใช้สีเหลืองเพื่อให้ความหมายแง่ลบ เช่น Yellow Journalism (การรายงานข่าวอย่างไม่มีจรรยาบรรณ) ส่วนYellow Bellied และ Yellow Streak หมายถึงความขี้ขลาด (มาจากสีของไก่ เพราะฝรั่งถ้าว่าเค้าว่า หมา หรือ ควาย เค้าอาจจะไม่โกรธ แต่ถ้าด่าว่าเป็น ไก่ “chicken” เค้าน่าจะไม่พอใจมากกว่าเพราะมันหมายถึงคนขี้ขลาด เพราะไก่จะตกใจกลัวง่ายๆ)

4. Pink – be in the pink ส่วนมากหมายถึงการมีสุขภาพดีมากๆ หรือ อารมณ์ดีมากๆ

5. Red –คืออารมณ์โกรธคล้ายๆกับคนไทย

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Adjective แสดงความรู้สึก (ing น่า ed รู้สึก)

Adjective แสดงความรู้สึก  (ing น่า ed รู้สึก)

(ตัวอย่างคำที่เจอบ่อยๆ)
interest  - amaze - amuse - excite - fascinate - surprise - delight - impress - encourage

frustrate - irritate - disappoint - exhaust - depress - overwhelm - terrify

คำกลุ่มนี้เป็นกลุ่มพิเศษที่ 
-ตัวมันเองจะเป็น กริยา แปลว่า ทำให้...  bore ทำให้เบื่อ
-ถ้าเติม ing แปลว่า น่า...                        boring น่าเบื่อ
-ถ้าเติม ed แปลว่า รู้สึก...                       bored   รู้สึกเบื่อ
ดังนั้นเวลาใช้ ต้องใช้ให้ถูก เพราะถ้าเราพูดว่า I'm boring. จะแปลว่า ฉันน่าเบื่อทันที ที่ถูกต้องพูดว่า I'm bored. ถึงจะแปลว่าฉันรู้สึกเบื่อ


ประเด็นก็คือ เวลาเราเจอคำศัพท์เหล่านี้ในช้อยส์ ส่วนมากแล้วจะตอบในรูป ing / ed ทำให้เราตัดช้อยส์ไปได้ 2 ช้อยส์ทันที

วิธีเลือกคำตอบ 
1. ถ้าตำแหน่งอยู่หน้าคำนาม ให้ดูคำนามนั้นว่าเป็นคน(ed) หรือ ไม่ใช่คน(ing) * ส่วนมากจะตอบ ing 
     เช่น This is the most _________ movie.   
             excite/ excites/ exciting/ excited

             ข้อนี้ดูที่ movie ต้องตอบ  exciting (น่าตื่นเต้น)

2. ถ้าไม่มีนามตามหลัง ให้ดูประธานว่าเป็นคน(ed) หรือ ไม่ใช่คน(ing) 
     เช่น 1.  I am _______ in this book. 
                  interest / interesting/ interested
                  คำว่า in ไม่ใช่คำนาม เลยกลับไปดูที่ประธาน "I" ตอบ interested

            2.  The movie is very _________.
                 interest / interesting/ interested
                 ข้อนี้ดูที่ movie ไม่ใช่คน ตอบ interesting


ตัวอย่าง 

1.  Some English stories  ____________ to follow.

  a. confuse b. confused c. are confused      d. are confusing

2. The traffic situation has become so ________ that I am frustrated whenever I drive.
 
    a. irritates b. irritating  c. irritate       d. irritated 

3. A particularly _________drawback of this book is the almost complete lack of useful illustrations or tables.
    
     a. frustrating    b. frustratingly   c. frustrated       d. frustration



แต่ถ้าเจอคำว่า ________rates แล้วตัวเลือกเป็น interest/ interesting มีโอกาสสูงมากที่จะตอบ interest rates นะคะ (หมายถึงอัตราดอกเบี้ย)

อีกคำที่จะเจอบ่อยๆในการแสดงความรู้สึกคือคำว่า pleased * นะคะ ในที่นี้ จะแปลว่า ยินดี, ชื่นชอบ

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆสำหรับไว้ใช้พูดสื่อสารนะคะถ้าเราจะพูดถึงความรู้สึก จะใช้คู่กับ Vto be (is-am-are-was-were) หรือ คำว่า feel และส่วนมากคำที่เป็นความรู้สึกจะต้องใส่ -ed ไปด้วย
เช่น   I am shocked, 
      I was surprised, 
      He feels stressed, 
      He was surprised to hear the news. 



เฉลย 1.c  2. b  3. a


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคทำข้อสอบแกรมม่า TOEIC (1)

 Parts of speech แบบง่ายๆ และไม่ต้องคิดอะไรมาก 


         ในข้อสอบ TOEIC ส่วน Reading จะมีการวัดความรู้เรื่อง แกรมม่า คำศัพท์ และการอ่าน
ซึ่งข้อสอบ แกรมม่านั้น จะไม่ได้อยู่ในระดับที่ยากมาก บางครั้งไม่จำเป็นต้องแปลความหมายเลยด้วย

ส่วนมากปัญหาที่เจอกันเยอะๆคือทำไม่ทัน ถ้าเราสามารถทำแกรมม่าได้อย่างมั่นใจ จะสามารถประหยัดเวลา แล้วเก็บไว้ใช้ตอนทำ Reading ได้เยอะเลยนะคะ

          วันนี้จะบอกวิธีการทำข้อสอบเรื่อง Parts of speech แบบง่ายๆให้ก่อนนะ เรื่องนี้มีโอกาสเจอเยอะในการสอบ TOEIC และจะเจออยู่ใน Part 5 และ Part 6


วิธีการดูว่าโจทย์ข้อไหนเป็นเรื่องนี้บ้าง ก่อนอื่น ให้สังเกตที่ตัวเลือก


จะเจอในลักษณะ รากศัพท์คำเดียวกันแต่เปลี่ยนตอนท้ายของคำ หรือที่เรียกว่า suffix นะคะ 

เช่น   A. act         B. active       C. actor            D. activate
          A. relate    B. relative     C. relatively    D. relation
 


เนื่องจากคำศัพท์ในภาษาอังกฤษนั้น แค่เปลี่ยน suffix ก็จะทำให้ความหมาย และหน้าที่ของคำเปลี่ยนไป
เช่น    manage            จัดการ            เป็นกริยา
          manager           ผู้จัดการ          เป็นคำนามที่หมายถึงคน
          management    การจัดการ       เป็นคำนาม

     ดังนั้น ให้ทุกคนศึกษารูปด้านล่างนี้ก่อนนะคะ เพื่อให้เรารู้จักว่าคำที่ลงท้ายแต่ละคำนั้นเป็นคำประเภทไหน เป็นคำคุณศัพท์ คำนาม หรือ กริยา 
* ถ้าความจำไม่ค่อยดี แนะนำให้จำ คำนาม ก่อน สำหรับ Adjective  ส่วนมากถ้าในตัวเลือกมีคำที่ลงท้ายด้วย -ly ให้ตัด ly ออก และจะกลายเป็น Adjective
เช่น slowly --- ตัด ly ออก --- slow เป็น adjective    creatively --- ตัด ly ออก --- creative เป็น adjective

กรณีที่จะเจอบ่อยๆคือ 

1. ถ้ามีช่องว่างเว้นไว้ให้ดูคำด้านหลัง ถ้าเป็นคำที่ลงท้ายด้วย suffix สีน้ำเงิน ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น ___________audition   _________ performance   _______programmer 
หรือคำที่เป็นคำนาม (คน สัตว์ สิ่งของ) เช่น car , box, woman 
ให้ตอบคำที่ลงท้ายด้วย suffix สีแดง หรือคำขยายอื่นๆที่ไม่ได้เติม suffix เช่น new, hot, strong

2. ถ้าด้านหลังคำที่ให้เติม เป็น กริยา, บุพบท in on at of ... ให้ตอบคำนาม

ตัวอย่างข้อสอบ TOEIC 

1. Many environmental analysts recommend that nations reduce their_____on non-renewable energy sources.
     A. dependently
     B. dependence
     C. dependent
     D. depend

          ดูหลังช่องว่าง เป็น คำว่า on ----> ตอบ คำนาม (ลงท้ายด้วย suffix สีน้ำเงิน) ลองดูซิคะ ว่าข้อไหน ลองทำด้วยตัวเองนะคะ ยังไม่ต้องดูเฉลยเนาะ
          .........
          .......
          .....
          ...   ตอบข้อ B. dependence    (A.adverb -B.noun -C.adjective -D.verb)

2. Since the closing of community theater, many Corona residents have become strong ________ of public funding for the arts.
     A. supportive
     B. supporters
     C. supporting
     D. support

          ดูหลังช่องว่าง เป็น คำว่า of ----> ตอบ คำนาม
          หรือ อาจจะดูที่คำว่า strong ซึ่งเป็น adj. ----> ตอบ คำนาม เช่นเดียวกัน
          ..........
          .......
          ..... ตอบข้อ B. supporters 

3. Thank you for trusting Speedy Cars with your business. We strive to provide quick, _____ service that takes you wherever you need to go.
     A. courtesy
     B. courteous
     C. courteously
     D. courteousness 

          ดูหลังช่องว่าง เป็น คำว่า service ซึ่งเป็นคำนาม ----> ตอบ คำที่เป็น Adjective
         ..........
          .......
          ..... ตอบข้อ B. courteous



เดี๋ยวจะมาบอกเทคนิคในการทำข้อสอบ TOEIC หัวข้ออื่นๆเพิ่มเติมให้เร็วๆนี้นะคะ 
ถ้าสงสัยอะไรเกี่ยวกับ เรื่องนี้ สอบถามได้เลยนะคะ ยินดีให้คำปรึกษาทุกเรื่องค่ะ




วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศัพท์เซต(SUP-SET) คำศัพท์เกี่ยวกับการค้นพบ : Vocabularies about Discovery


คำศัพท์ที่เจอบ่อยๆ และตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวกับการค้นพบ 

1. Discovery (n.) แปลว่า การค้นพบ และสามารถหมายถึงสิ่งที่ค้นพบได้ดัวย

     (รากศัพท์ มาจากคำว่า dis (แปลว่าไม่ หรือให้ความหมายเชิงลบ) + cover (ปกคลุม) คำนี้จึงหมายถึง ไม่ถูกปกคลุมแล้ว หรือ ค้นพบ นั่นเอง)

ตัวอย่าง The first discovery of Dinosaur fossils was in 19th century. 
             การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งแรกเกิดขึ้นใน ศตวรรษที่ 19.

     - Discover (v.) : In 1492, Christopher Columbus discovered America.  ในปี 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบ อเมริกา.
     - Discoverer (n.) ผู้ค้นพบ   syn. inventor : Clyde Tombaugh was the discoverer of Pluto.
     - Discoverable (adj.) ซึ่งสามารถค้นพบได้


2. Binoculars - monocular (n.) แปลว่า กล้องส่องทางไกล 

    (ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่า 2 คำนี้ต่างกันที่ คำว่า Bino-แปลว่า 2 กับ Mono- แปลว่า 1 หรือ เดี่ยว เพราะฉะนั้น กล้องส่องทางไกล 2 ชนิดนี้ต่างกันตรงที่ เป็นกล้องสองตา กับ ตาเดียว)

ตัวอย่าง He watched the horse race through his binoculars. 
             เขาดูการแข่งม้าผ่านกล้องส่องทางไกล


3. Magnifying glass (n.) แปลว่า แว่นขยาย

ตัวอย่าง Magnifying glass is used to produce magnified image of an object.
             แว่นขยายถูกใช้เพื่อทำให้เกิดภาพขยายของวัตถุ

4. Exploration (n.) แปลว่า การสำรวจ

ตัวอย่าง Japan will soon start to engage in the exploration of the universe.
             เร็วๆนี้ ประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มมีส่วนร่วมในการสำรวจจักรวาล

     - Explorer (n.) นักสำรวจ : The explorers discovered human skeletons in cave.
     - Explore (v.)  สำรวจ : We want to explore underwater world.

5. Continent (n.) แปลว่า ทวีป

ตัวอย่าง There are 7 continents in the world.              โลกนี้มี 7 ทวีป

6. journey, voyage, trip (n.) แปลว่า การเดินทาง 

ตัวอย่าง We are planing on a big journey/ voyage/ trip.   เรากำลังวางแผนการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่

7. skeleton (n.) แปลว่า โครงกระดูก

 ตัวอย่าง Police found dinosaur skeleton hidden in a house in China.
              ตำรวจพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ถูกซ่อนไว้ในบ้านหลังหนึ่งในประเทศจีน.

8. compass (n.) แปลว่า เข็มทิศ

ตัวอย่าง I don't know how to use this compass.               ฉันไม่รู้วิธีใช้เข็มทิศนี้

9. sail (v., n.) แปลว่า ล่องเรือ , การล่องเรือ

ตัวอย่าง  He sailed a Portuguese ship with his crew.    เขาล่องเรือโปรคุเกสไปกับลูกเรือของเขา 

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

Suffix -ful & -less

Suffix คือ คำที่นำมาต่อท้ายคำใดๆ และจะทำให้คำนั้นมีความหมายเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถบอกชนิดของคำนั้นด้วย ว่าเป็น Noun,Adjective, Adverb หรือ Verb
-ful และ -less เป็น suffix ที่เจอค่อนข้างบ่อย ทั้ง 2 คำ ทำให้เกิดคำใหม่ที่เป็น Adjective (คุณศัพท์)
-ful  มีความหมายว่า เต็มไปด้วย เช่น beautiful คือ beauty + ful แปลว่า เต็มไปด้วยความงาม
-less มีความหมายว่า มีน้อย หรือ ไม่มี เช่น homeless หมายถึงคนที่ ไม่มีบ้าน (คนจรจัด)

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบความหมายของการใช้ suffix ทั้ง 2 คำ


 1.careful แปลว่า เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เอาใจใส่ (ระมัดระวัง) 

    careless แปลว่า ไม่มีความใส่ใจ ไม่ระวัง 
 2.useful    use ( ใช้,ประโยชน์ ) แปลว่า มีประโยชน์
    useless   นำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย หรือ ไม่มีประโยชน์
 3.fearful    fear ( ความกลัว ) แปลว่า ขี้กลัว
    fearless   ไม่มีความกลัว หรือ กล้า


 -ful :  playful ขี้เล่น / joyful ร่าเริง / successful สำเร็จ / thoughful คิดมาก, ไตร่ตรอง / meaningful มีความหมายมาก / powerful มีอำนาจ, พลัง, มีอิทธิพล / skillful มีทักษะดี / colorful สีสันสวยงาม / doubtful สงสัย / faithful จงรักภักดี / wonderful มหัศจรรย์ / painful เจ็บปวด / thankful ยินดี / willful มุ่งมั่น / graceful สง่างาม / helpful มีประโยชน์ / hopeful มีหวัง / cheerful สดชื่น ร่าเริง


-less : speechless ไม่มีคำพูด, selfless ไม่เห็นแก่ตัว นึกถึงตัวเองน้อยกว่านึกถึงผู้อื่น ตรงกันข้ามกับ selfish , endless ไม่รู้จบ, clueless ไม่มีความคิด , dauntless ไม่กลัว, homeless คนไม่มีบ้าน, Motionless ไม่เคลื่อนไหว

ข้อยกเว้น ปกติแล้วคำที่ลงท้ายด้วย less จะมีความหมายไปในทางลบแต่คำที่คนมักจะสับสนคือคำว่า Priceless ซึ่งไม่ได้มีความหมายว่า "ไม่มีราคา" แต่กลับแปลว่า " ประเมินค่าไม่ได้" ต่างจากคำว่า Worthless (worth แปลว่า คุณค่า + less ที่แปลว่าน้อย) ทำให้ worthless หมายความว่า ไร้ค่า/ ไม่มีค่า

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

อักษรย่อ Abbreviations and text terms

ในภาษาอังกฤษมีอักษรย่อหลายคำที่ใช้กันจนแพร่หลาย และใช้กันบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าคำเหล่านี้ จริงๆแล้วก็ย่อมาจากคำยาวๆอีกที



  • (BYE) Be With You Every time
  • (SMILE) Sweet Memories In Lip Expressions
  • (PEN) Power Enriched in Nib
  • (EAT) Energy And Taste
  • (DATE) Day And Time Evolution
  • (AIM) Ambition In Mind
  • (JOKE) Joy Of Kids Entertainment
  • (COLD) Chronic Obstructive Lung Disease
  • (NEWS) North East West South


นอกจากนี้ยังมีอักษรย่อที่ใช้กันในภาษา chat เพื่อให้ง่ายต่อการพิมพ์ อีกหลายคำ เช่น


  • ASAP          as soon as possible
  • LOL             laugh out loud  (หัวเราะ ดังๆ)
  • GTG G2G   got to go
  • PAW           parents are watching
  • BRB            be right back  (เดี๋ยวมา)
  • XOXO         Hugs & Kisses
  • BTW           between / by the way
  • BFF            best friends forever
  • GR8            great
  • 2g8er          together
  • WYWH       wish you were here
  • F2F             face to face
  • NP              no problem
  • JK              just kidding  (ล้อเล่น)
  • TTYL          talk to you later  
  • AFAIK        as far as I know
  • TBC           to be confirmed / continued 
  • TGIF          thank god it's Friday




วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การใช้ TOO กับ ENOUGH

การใช้  TOO กับ ENOUGH   สูตรสั้นๆ คือ Too adjective Enough Noun 
ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมจะพูดถึงต่อจากนี้นะคะ

TOO แปลว่า มาก..เกินไป เพราะฉะนั้นจะใช้ในแง่ที่ไม่ดี ใช้ในแง่ที่ขัดแย้งกัน 
เช่น เด็ก (young) แต่จะขับรถ (drive) คำว่า young กับ drive นั้นขัดแย้งกัน ถ้าจะนำมาพูดเป็นประโยคได้ว่า     " ประธาน + กริยา + too adjective(คำคุณศัพท์) + to + กริยาที่จะทำ "   
ประโยคคือ You are too young to drive

ตัวอย่างเพิ่มเติม

1.(แก่) old - (เต้น) dance     : She is too old to dance.
2.The weather is very cold. I don't want to swim : It is too cold to swim.
3.รอเพื่อนมานานมากแล้ว ไม่อยากรอแล้ว : It is too long to wait for Tom. / I 've waited for too long.
4.เวลาไปซื้อกระโปรงแต่ไซส์เล็กไป : This is too small. Can I have the bigger size, please?
5. "You are never too old to set another goal or to dream a new dream." C.S. Lewis : คำคมจาก C.S. Lewis "ไม่มีคำว่าแก่เกินไปที่จะตั้งเป้าหมาย หรือ มีความฝันใหม่ๆอีกสักครั้ง "


ในกรณีที่ "พอดี" ไม่ขัดแย้ง หรือ คำคุณศัพท์กับกริยาไปในทิศทางเดียวกัน จะใช้คำว่า ENOUGH แปลว่า พอ / เพียงพอ แต่จะใช้ต่างกับ too เพราะ จะใช้ตามหลังคำคุณศัพท์ 
เช่น เด็กคนหนึ่งอายุ 18 ปีแล้ว แก่พอที่จะขับรถได้แล้ว  ในกรณีนี้ old กับ drive  ถือว่าคล้อยตามกัน ประโยคจะได้ว่า He is old enough to drive. สังเกตุดูว่า ตอนแรกประโยคคือ You are too young to drive. ซึ่ง too นำหน้า Adj.  แต่ถ้ากรณี enough จะตามหลัง Adj.  ก็เลยเป็นที่มาของสูตรที่ว่า Too adj, Enough

ตัวอย่างเพิ่มเติม

1.(รวย) old - (ซื้อ) buy     : He is rich enough to buy a new house.
2.She is not tall. She can't be a model. : She is not tall enough to be a model.
3. Bruce Lee — 'Knowing is not enough, we must apply. Willing is not enough, we must do.' : คำคมจาก Bruce Lee "แค่รู้ไม่เพียงพอ เราต้องลองนำไปใช้, แค่หวังก็ยังไม่พอแต่เราต้องลงมือทำ"

ข้อแม้อีกย่างของการใช้ Enough คือ ถ้าจะพูดถึงคำนาม หรือสิ่งของที่เรามีมากพอแล้ว ต้อง วาง Enough ไว้หน้าคำนาม เช่น I have enough money to buy a car. คือมีเงินพอที่จะซื้อรถ

ตัวอย่าง 

1. Do you have enough time to have breakfast?
2. I don't think we have enough food for tomorrow.

แต่สำหรับ too ไม่มีปัญหาเพราะเราไม่ใช้ นามกับtoo เปล่าๆ อยู่แล้ว เช่น คนเกินไป ไม่ได้ ต้องมีคำว่า มาก หรือ น้อย มาขยายความอีกที เช่น Today we have too much free time. เว้นแต่จะเป็นการใช้ too ในความหมายว่า เช่นเดียวกัน ที่จะใช้ต่างไป (จะอธิบายใน บทความต่อไป)

ลองทำแบบฝึกหัดกันดูนิดหน่อยนะคะ 


Complete with TOO or ENOUGH and the adjective in brackets:
 a)  Bobby is ______________ to be a basketball player . He's only 1.65 cm tall. (short)
 b) I'd like to buy a new car and a good house, but I'm just not _________________ . (rich)
 c) My school is not_______________ from my house to go on foot. So, I walk to school every morning. (far)
 d) Kelly is _____________ to drive a car. She's only 14. (young)
 e) That skirt  you are wearing is _________ . You need a bigger size. (tight)
 f) David is quite a fast runner, but he isn't __________________ to beat the last year's champion. (fast)
 g) The soup isn't _____________. I'd like it to be hotter. (hot)
 h) There were _____________people, so we decided to go somewhere else. (many)
 i) Don't eat that chicken! It's ______. (salty)

 j) This T-shirt isn't __________ for me. I need a bigger one. (big)
 k) We didn't buy the sofa because it wasn't __________. (comfortable)
 l) The students are ___________ to study the irregular verbs list by heart. (lazy)
 m) The music is _________ and I can't hear anything you say. (loud)

too short , 
rich enough, 
too far, 
too young,
too tight, 
fast enough, 
hot enough, 
too many, 
too salty, 
big enough, 
comfortable enough, 
too lazy, 
too loud